อัยการสูงสุด เป็นประธานการประชุมผู้คณะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุด ครั้งที่ 8 (5/2569)

               วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) เวลา 10.30 น. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุด ครั้งที่ 8 (5/2569)  โดยมีรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค เลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 902 ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระบบ Zoom Meeting

               ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการประชุม อัยการสูงสุดได้นำคณะผู้บริหารร่วมยืนสงบนิ่ง เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงเป็นที่รักของข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุดด้วย

               อัยการสูงสุด ได้แจ้งให้ผู้บริหารและหน่วยงานต่างๆ เตรียมความพร้อมในการเข้าร่วมพระราชพิธีและพิธีบำเพ็ญกุศลถวายพระศพฯ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีจะได้แจ้งกำหนดการให้ทราบต่อไป นอกจากนี้ยังได้ทราบจากกรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ฯ ว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีรับสั่งถึงโครงการตามพระดำริต่างๆ ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ให้ดำเนินการต่อไป โดยจะทรงอุปถัมป์และลงมากำกับติดตามด้วยพระองค์เอง จึงขอให้หน่วยงานต่างๆ ของสำนักงานอัยการสูงสุดที่มีกิจกรรมในโครงการตามพระดำริอยู่ในความรับผิดชอบได้ดำเนินการต่อไป

               นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงรับสั่งว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ทรงเคยรับราชการเป็นพนักงานอัยการและมีความผูกพันกับองค์กรอัยการมาก สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีการดำเนินการหรือจัดกิจกรรมเพื่อถวายเป็นพระกุศลหรือน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณบ้างหรือไม่อย่างไร จึงได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติ โดยเบื้องต้นกำหนดเป็นนิทรรศการถาวร ณ สำนักงานที่เคยทรงงาน จำนวน 6 แห่ง เพื่อเผยแพร่พระกรณียกิจพร้อมทั้งเปิดให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนที่สนใจได้เยี่ยมชม ซึ่งจะได้กราบทูลถวายรายงานเพื่อทรงทราบต่อไป

              การประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุดในครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ การเสนอคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของหน่วยงานต่างๆ แล้วเมื่อวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้เสนอขอไปรวม 21,854 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรจากคณะรัฐมนตรีเพียง 14,767 ล้านบาท แบ่งเป็นแผนงานบุคลากร ได้รับเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 441 ล้านบาท ไม่มีปัญหาในการบริหารงาน ส่วนแผนพื้นฐาน ในส่วนของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน โดนปรับลดลงร้อยละ 2.30 ส่วนใหญ่เป็นงบประมาณในการศึกษาดูงานต่างประเทศและเงินจ้างเหมา ส่วนค่าใช้จ่ายลงทุน ลดลงร้อยละ 28.61 โดยรัฐบาลมีนโยบายที่จะไม่ให้มีการก่อสร้างใหม่เพิ่มเติม ส่วนโครงการก่อสร้างที่ได้ดำเนินการของบผูกพันข้ามปีไว้แล้วไม่มีผลกระทบ แต่จะอนุมัติงบประมาณให้ตามปริมาณงาน ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สำนักงานอัยการสูงสุดได้รับงบประมาณในการปรับปรุงอาคารหลักเมือง อาคารสำนักงานอัยการภาค 4 หลังเดิม และการจ้างออกแบบอาคารสำนักงานอัยการสูงสุดบริเวณแปลงที่ดินย่านประดิพัทธ์ และแผนยุทธศาสตร์ ถูกปรับลดลงร้อยละ 52.25 ซึ่งสำนักงานเลขาธิการฯ จะดำเนินการขอแปรญัตติต่อไปในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป โดยขณะนี้ ประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการขอข้อมูลจากคณะรัฐมนตรีและสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว จึงขอให้อธิบดีอัยการและผู้ที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมในการชี้แจงข้อมูลกับคณะกรรมาธิการฯ ต่อไป

              สำหรับการติดตามและแก้ไขปัญหาสำนวนคดีค้างในคดีอาญา ได้มีการเชิญหน่วยงานที่มีสำนวนคดีค้างเกิน 1 ปี และที่มีปริมาณสะสมเพิ่มขึ้นให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งอัยการสูงสุดได้ตั้งข้อสังเกตว่ายังมีการใช้แนวทางการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานมาเพื่อซักถามน้อยเกินไป สำนวนคดีค้างในภาพรวมมีปริมาณลดลงแต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ จึงขอให้ผู้บังคับบัญชาได้ติดตามกำกับดูแลการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปฏิบัติงานเพื่อให้การสั่งคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

               ความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งใหม่ ได้รับงบประมาณในการก่อสร้างสะพานข้ามคลองบางซื่อเพื่อเชื่อมพื้นที่จากถนนกำแพงเพชรมายังแปลงที่ดินและถนนประดิพัทธ์ซอย 17 แล้ว โดยได้ประสานกับกรุงเทพมหานครเพื่อขอแบบก่อสร้างสะพานซึ่งกรุงเทพมหานครมีความเชี่ยวชาญมากกว่า และเตรียมที่จะเจรจากับองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และบริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการรถไฟแห่งประเทศไทยเจ้าของพื้นที่ เนื่องจากในการก่อสร้างจำเป็นจะต้องรื้อถอนอาคารซึ่งมีผู้เช่าอยู่ นอกจากนี้เนื่องจากโครงการก่อสร้างดังกล่าวเป็นโครงการใหญ่ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาออกแบบและการใช้งานอาคารในอนาคตเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและคุ้มค่า โดยที่ประชุมมอบหมายให้ นายนริศ ชำนาญชานันท์ รองอธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

               นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาเกี่ยวกับการเร่งรัดติดตามตัวชี้วัดที่ 3.3 ร้อยละของหน่วยงานที่นำเข้าข้อมูลในสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด ทั้งกลุ่มคดีอาญา กลุ่มคดีแพ่ง กลุ่มคดีอาญาและคดีแพ่ง กลุ่มคดีปกครอง กลุ่มคุ้มครองสิทธิ และกลุ่มคดีเฉพาะ โดยมีหน่วยงานที่ต้องดำเนินการรวมทั้งหมด 370 แห่ง ดำเนินการผ่านเกณฑ์ จำนวน 232 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 62.70 และที่ยังไม่ผ่าน จำนวน 138 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 37.30 ซึ่งอัยการสูงสุด ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจการอัยการ ชี้แจงและกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการปฏิบัติราชการ เพื่อให้การบันทึกข้อมูลในสารบบคดีฯ เป็นไปอย่างถูกต้องและมีข้อมูลเป็นปัจจุบัน

              ทั้งนี้ อัยการสูงสุด ยังได้ย้ำถึงโครงการจัดประกวดความเห็นและคำสั่งในคดีอาญาดีเด่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือการประกวด อก.4 ดีเด่น ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกระดับการเขียนความเห็นและคำสั่งของพนักงานอัยการให้มีความเหมาะสมในการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงของคดีและการปรับข้อเท็จจริงให้เข้ากับข้อกฎหมาย โดยขณะนี้มีสำนักงานอัยการภาคต่างๆ ทยอยส่งสำนวนที่คัดเลือกเข้ามาบ้างแล้ว ซึ่งจะสิ้นสุดระยะเวลาการส่งผลงานในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จึงขอให้อธิบดีอัยการภาคที่เหลือ ได้ทำการคัดเลือกสำนวนเพื่อส่งเข้าประกวดตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อจะได้เป็นการให้กำลังใจกับผู้ที่ตั้งใจทำงาน รวมทั้งจะได้ผลงานนำมาเป็นตัวอย่างให้กับพนักงานอัยการรุ่นน้องต่อไปด้วย