สำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่ง สปป.ลาว จัดการประชุมพนักงานอัยการไทย – ลาว ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 2 “การต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์”
นายมงคล จิรชัยสกุล รองอัยการสูงสุด และคณะ เป็นผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมการประชุมพนักงานอัยการไทย – ลาว ต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “การต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์” ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทย ร่วมกับองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 – 13 มีนาคม 2569 โดยมีนายคำเพ็ด สมวอละจิด รองอัยการสูงสุดแห่ง สปป.ลาว Ms. Cassandre RENEVIER อุปทูตประจำสถานเอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบอร์กประจำประเทศไทย นายสมสัก วิไลทอน กงสุลใหญ่ สปป.ลาว ประจำจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยพนักงานอัยการของทั้งสองประเทศเข้าร่วมการประชุม ณ โรงแรมพูลแมน จังหวัดขอนแก่น
รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทยและองค์การอัยการประชาชนสูงสุดแห่ง สปป.ลาว ที่ได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2547 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการประสานงานระหว่างหน่วยงานอัยการของทั้งสองประเทศ ซึ่งปัจจุบันปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์เป็นภัยคุกคามสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และประชาชนในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยและ สปป.ลาว ในการประชุมครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ กฎหมาย และแนวทางการดำเนินคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ รวมทั้งการพัฒนาความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมทางไซเบอร์ในภูมิภาค
การจัดประชุมในครั้งนี้ เป็นการประชุมต่อเนื่องจากการประชุมพนักงานอัยการลาว – ไทย ครั้งที่ 1 ที่ได้จัดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2567 ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว และมีโครงการจะจัดการประชุมทุกปีโดยทั้งสองฝ่ายผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งในครั้งนี้สำนักงานอัยการสูงสุดแห่งราชอาณาจักรไทยเป็นเจ้าภาพ โดยมีศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศทางกฎหมาย สำนักงานต่างประเทศ และสำนักงานอัยการภาค 4 เป็นผู้ดำเนินการโดยการสนับสนุนของสถาบันความช่วยเหลือทางกฎหมายและวิชาการ (ILSTA) แห่งลักเซมเบอร์ก มีพนักงานอัยการในพื้นที่ตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศฝ่ายละ 20 คน เข้าร่วมการประชุม อันนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมระหว่างสองประเทศ เพื่อรับมือกับความท้าทายของอาชญากรรมข้ามชาติในยุคดิจิทัล

















