สำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและหน่วยงานพันธมิตร จัดโครงการยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

วานนี้ (20 กรกฎาคม 2569) เวลา 09.00 น. นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงาน การสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งจัดขึ้นโดย ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) โดยได้รับการสนับสนุนจากคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ณ ห้องประชุมประชาสโมสร 2 โรงแรมอวานี ขอนแก่น แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดขอนแก่น โดยมีผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุด คณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศไทยและต่างประเทศ ร่วมพิธีเปิด และหม่อมหลวงศุภกิตต์ จรูญโรจน์ ที่ปรึกษาสถาบันนิติวัชร์ กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมการอบรม และ Ms. Cynthia Veliko ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) ได้ร่วมกล่าวต้อนรับผู้เข้ารับการอบรมผ่านระบบ Zoom

อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน กล่าวว่า พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่สะท้อนถึงการยกระดับกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยในการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดบทบาทสำคัญของพนักงานอัยการให้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ทั้งด้านการกำกับดูแลการจับกุม และการควบคุมตัว การตรวจสอบข้อเท็จจริง การสืบสวนสอบสวน และการดำเนินคดี เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ซึ่งการอบรมครั้งนี้เป็นการจัดอบรมระดับภูมิภาคครั้งที่ 3 ของโครงการ ภายหลังการดำเนินการอบรมในพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งได้นำข้อเสนอแนะและบทเรียนจากผู้ปฏิบัติงานมาปรับปรุงหลักสูตรให้มีความเข้มข้นและสอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงมากยิ่งขึ้น เพื่อให้พนักงานอัยการสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการกำกับดูแลการควบคุมตัว การสืบสวนสอบสวน การรวบรวมพยานหลักฐาน และการดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติฯ ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

ด้าน Ms. Cynthia Veliko ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) ซึ่งร่วมพิธีเปิดผ่านระบบ Zoom ได้กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของสำนักงานอัยการสูงสุดในการพัฒนาศักยภาพของพนักงานอัยการอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างองค์การสหประชาชาติ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม และหน่วยงานภาคีของประเทศไทย ในการส่งเสริมการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม

โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้มีประสิทธิภาพ เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ และสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยให้แก่พนักงานอัยการในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 3 และภาค 4 และภายในการอบรมผู้เข้าร่วมจะได้รับความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงได้รับเกียรติจาก Dr. Juan Pablo Albán-Alencastro ประธานคณะกรรมการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการบังคับบุคคลให้สูญหาย ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ตลอดการอบรม อาทิ นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการ สำนักงานการสอบสวน นายสมพงศ์ เย็นแก้ว อดีตอัยการภาค 6 นายน้ำแท้ มีบุญสล้าง เลขานุการรองอัยการสูงสุด (นายอดิศร ไชยคุปต์) ผ่านการบรรยาย การอภิปราย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ครอบคลุมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับพระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมาย มาตรการป้องกันล่วงหน้าในการจับกุมและควบคุมตัว การรับเรื่องร้องเรียนและการเริ่มสืบสวนสอบสวน การสืบสวนสอบสวนคดีทรมาน การใช้พยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การชันสูตรพลิกศพในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทรมานหรือการเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัว ตลอดจนแนวทางการดำเนินคดีการบังคับบุคคลให้สูญหายและยุทธศาสตร์การดำเนินคดี

ทั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดจะเดินหน้าจัดการอบรมระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยการอบรมครั้งต่อไปจะจัดขึ้นสำหรับพนักงานอัยการในพื้นที่สำนักงานอัยการภาค 5 และภาค 6 ณ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขยายผลการพัฒนาศักยภาพพนักงานอัยการให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ และเสริมสร้างมาตรฐานการบังคับใช้พระราชบัญญัติฯ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศต่อไป