สำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติและหน่วยงานพันธมิตรจัดอบรมยกระดับการบังคับใช้กฎหมายป้องกันการทรมานและการบังคับสูญหาย
วันนี้ (26 พฤษภาคม 2569) เวลา 09.00 น. นายชาติ ชัยเดชสุริยะ ผู้ตรวจการอัยการ เป็นประธาน
ในพิธีเปิดโครงการอบรม “โครงการยกระดับประสิทธิภาพการบังคับใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565” ณ ห้องพระมาตุลี 1 ชั้น 2 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
ผู้ตรวจการอัยการ กล่าวว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและปราบปรามการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน
โดยพนักงานอัยการมีหน้าที่และบทบาทเชิงรุกตามกฎหมาย ซึ่งต้องอาศัยทักษะและความเข้าใจที่ลึกซึ้ง ในการปฏิบัติงานให้เต็มตามเจตนารมณ์ของกฎหมายซึ่งยังคงมีความใหม่อยู่ การอบรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมทักษะพนักงานอัยการในด้านมาตรการป้องกัน การสืบสวนสอบสวนตามพิธีสารอิสตันบูลและมินนิโซตา ยุทธศาสตร์การสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดี โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศร่วมให้ความรู้ อาทิ อดีตพนักงานอัยการจากประเทศเม็กซิโกผู้เชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีซ้อมทรมานและบังคับสูญหาย
ด้าน Ms. Katia Chirizzi รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (OHCHR) ได้กล่าวต้อนรับ Mr. Omar Gómez Trejo ผู้เชี่ยวชาญระดับสากล ซึ่งเป็นอดีตพนักงานอัยการจากประเทศเม็กซิโก ที่ได้มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ตรงในงานสืบสวนสอบสวนและการดำเนินคดีที่มีความซับซ้อนเกี่ยวกับกรณีการทรมานและการบังคับให้สูญหาย ซึ่งผู้เข้ารับการอบรม
จะได้เรียนรู้และเสริมทักษะในด้านมาตรการป้องกันและการสืบสวนสอบสวนที่เป็นมาตรฐานสากล ได้แก่
พิธีสารอิสตันบูล (Istanbul Protocol) และพิธีสารมินนิโซตา (Minnesota Protocol) ตลอดจนยุทธศาสตร์การสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดี รวมทั้งได้รับเกียรติจากพนักงานอัยการและผู้ปฏิบัติงานผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานอัยการสูงสุด มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และมุมมองในเชิงปฏิบัติร่วมด้วย ในการนี้รองผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนฯ ได้กล่าวชื่นชมพนักงานอัยการที่เข้ารับการอบรมในครั้งนี้ โดยระบุว่า
การสละเวลาเข้าร่วมอบรมฯ ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ในวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่ผู้เข้ารับการอบรมมีต่อการเสริมสร้างความยุติธรรม ความรับผิดรับชอบ และการคุ้มครองสิทธิ
ให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ
โครงการดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันนิติวัชร์ และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย สำหรับการอบรมครั้งนี้มีพนักงานอัยการจากภาค 1 ภาค 2 และภาค 7 เข้าร่วมการอบรมจำนวน 40 คน และจะมีการจัดอบรมในภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำหรับการอบรมในครั้งถัดไปกำหนดจัดขึ้นระหว่าง
วันที่ 29-30 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี























