อัยการสูงสุด เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุด ครั้งที่ 4-1/2569

              วันนี้ (26 มกราคม 2569) เวลา 09.30 น. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานอัยการสูงสุด ครั้งที่ 4-1/2569 โดยมีรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค เลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 902 ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ระบบ Zoom Meeting

               ในการประชุมครั้งนี้ ได้มีการติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการก่อสร้างต่างๆ ของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งคณะผู้ตรวจการอัยการได้มีการประชุมซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการติดตามผลการดำเนินงานการก่อสร้างให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา โดยได้มีการลงพื้นที่ตรวจติดตามการปฏิบัติราชการและดำเนินการจัดประชุมกับสำนักงานอัยการภาคต่างๆ ที่รับผิดชอบแล้ว และได้มีการรายงานความคืบหน้ารวมทั้งปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ให้ที่ประชุมได้รับทราบ เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุงการดำเนินงานต่อไป ทั้งนี้ อัยการสูงสุด ได้กำชับให้หน่วยงานที่รับผิดชอบทบทวนเกี่ยวกับระบบการรักษาความปลอดภัยของอาคารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเข้าออก การติดตั้งกล้องวงจรปิด โดยดำเนินการให้เหมาะสมกับรูปแบบของอาคารแต่ละแห่ง

               สำหรับความคืบหน้าในการปรับปรุงหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด คณะทำงานฯ ได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการปรับปรุงการฝึกอบรมหลักสูตรอัยการผู้ช่วย ควรเพิ่มเวลาเรียนและวิชาที่เกี่ยวกับกฎหมายใหม่ๆ เช่น พรบ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พรบ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย คดีอาชญากรรมไซเบอร์ คดีเศรษฐกิจ การลดสำนวนคดีค้างโดยสั่งให้พนักงานสอบสวนเรียกพยานมาให้ซักถาม และลดเวลาเรียนวิชาที่ไม่จำเป็น หรือใช้วิธีการเรียนผ่านระบบ e-learning แทน รวมถึงการเพิ่มเวลาในการปฐมนิเทศเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับสำนักงานอัยการสูงสุดก่อนการอบรมภาควิชาการ เพื่อให้อัยการผู้ช่วยได้ทราบและเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการ ส่วนในวิชาการภาคปฏิบัติอาจจะต้องมีการปรับปรุงขยายระยะเวลาเพื่อให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานขั้นตอนต่างๆ ทั้งการตรวจสำนวน พิจารณาสั่งคดี การสืบพยานและว่าความในชั้นศาล ซึ่งจะต้องประสานกับสำนักงานคณะกรรมการอัยการ ถึงแนวทางการดำเนินการ เนื่องจากอาจจะส่งผลกระทบกับการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรไปปฏิบัติงานในสำนักงานคดีต่างๆ ในระยะแรก

                นอกจากนี้คณะทำงานฯ ยังได้เสนอแนวทางเกี่ยวกับการสอนงานและกำกับดูแลอัยการผู้ช่วยของพนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ควรดำเนินการให้เป็นระบบที่ชัดเจนเป็นมาตรฐาน คัดเลือกพนักงานอัยการที่มีประสบการณ์และพร้อมที่จะสอนงานและกำกับดูแล รวมถึงการเฟ้นหาพนักงานอัยการที่มีความเชี่ยวชาญในการทำคดีด้านต่างๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในต่างจังหวัดเพื่อมาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ในระหว่างการฝึกอบรมเพิ่มเติม และได้รับการประสานจากสำนักงานศาลยุติธรรมว่ามีความยินดีที่จะให้ผู้ช่วยผู้พิพากษาได้ฝึกปฏิบัติร่วมกันในศาลจำลอง

                อัยการสูงสุด กล่าวว่า หลังจากที่ได้มอบนโยบายการบริหารงานในการแก้ไขปัญหาสำนวนค้างในคดีอาญาโดยใช้แนวทางการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานมาให้ซักถาม ในภาพรวมทั่วประเทศช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา มีปริมาณสำนวนคดีค้างลดลง 3.6% ซึ่งยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจ บางแห่งอาจจะเน้นไปที่การลดปริมาณสำนวนคดีค้างเก่า ทำให้สำนวนคดีที่เข้ามาใหม่กลายเป็นสำนวนค้าง ซึ่งจะต้องบริหารจัดการทั้งสำนวนคดีค้างเก่าและสำนวนที่เข้ามาใหม่ควบคู่กันไป โดยสำนวนคดีที่ได้รับตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 นับเป็นสำนวนใหม่จะต้องทำให้เรียบร้อยไม่เป็นสำนวนคดีค้าง ส่วนสำนวนคดีค้างเก่าก็ให้ทยอยดำเนินการให้ลดลงควบคู่กันไป โดยต่อไปอาจจะมีการออกระเบียบเกี่ยวกับกำหนดระยะในการดำเนินการควรจะต้องมีกำหนดแล้วเสร็จ ซึ่งได้มอบหมายให้สำนักงานวิชาการและสถาบันนิติวัชร์ไปศึกษาในเรื่องดังกล่าวแล้ว

               ทั้งนี้ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการ ในการกำหนดตัวชี้วัดและผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงานของพนักงานอัยการในการพิจารณาสั่งคดี การใช้แนวทางทางการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานมาให้ซักถามเพื่อแก้ไขปัญหาสำนวนคดีค้าง นำมาประกอบการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน สำหรับพนักงานอัยการที่ปฏิบัติงานในสำนักงานที่ไม่ใช่สำนักงานคดีก็จะมีรูปแบบตัวชี้วัดที่เหมาะสมของแต่ละงาน โดยจะเริ่มมีการจัดเก็บข้อมูล สถิติผลการปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการอัยการร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำหนดตัวชี้วัดและแนวทางการทำระบบจัดเก็บข้อมูล ซึ่งอาจจะนำมาใช้ในการพิจารณาโยกย้ายบางส่วน เช่น ตำแหน่งอัยการผู้เชี่ยวชาญ ในรอบวันที่ 1 ตุลาคม 2569 แต่จะต้องมีการประกาศหลักเกณฑ์หรือตัวชี้วัดก่อนดำเนินการ