สำนักงานคดีภาษีอากร จัดฝึกอบรมหลักสูตรเฉพาะด้านเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการและการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร
สำนักงานคดีภาษีอากร จัดโครงการฝึกอบรมเสริมความรู้และความเชี่ยวชาญของพนักงานอัยการ นิติกร และเจ้าหน้าที่สารบบคดี เตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการและการดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับภาษีอากร ก่อนรับโอนสำนวนจากสำนักงานคดีต่างๆ รองรับการขยายอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่จะมีผลบังคับใช้ 24 พฤศจิกายนนี้ เพิ่มประสิทธิภาพการพิจารณาสั่งคดีอย่างถูกต้องอย่างรวดเร็ว ลดปริมาณสำนวนคดีค้างตามนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุด
นายมงคล จิรชัยสกุล รองอัยการสูงสุด เป็นประธานเปิดโครงการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการและการดำเนินคดีอาญาของสำนักงานคดีภาษีอากร สำหรับข้าราชการอัยการสำนักงานคดีภาษีอากร ซึ่งสำนักงานคดีภาษีอากรจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 17 – 18 พฤศจิกายน 2568 โดยมีนายธงชัย ธรรมวิชิต อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีภาษีอากร พร้อมด้วยนายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุม 100 ปี ชั้น 4 สำนักงานอัยการสูงสุด อาคารถนนรัชดาภิเษก
นายธงชัย ธรรมวิชิต อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีภาษีอากร กล่าวถึงรายละเอียดเพิ่มเติมว่า สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งเดิมรับผิดชอบเฉพาะการดำเนินคดีแพ่ง แต่ต่อมาได้มีการแก้ไขและประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2568 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2568 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาคือวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 โดยมีสาระสำคัญ คือ ให้ศาลภาษีอากรมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอากรได้ ส่งผลให้การดำเนินคดีอาญาอันเกี่ยวกับภาษีอากรจากเดิมที่อยู่ในอำนาจของศาลจังหวัดหรือศาลแขวงที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา เปลี่ยนมาเป็นอำนาจของศาลภาษีอากร
ต่อมาคณะกรรมการอัยการ ได้แก้ไขประกาศเรื่อง การแบ่งหน่วยงาน และกำหนดอำนาจและหน้าที่ของหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2568 และอัยการสูงสุดมีบัญชาให้สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีภาษีอากร 1 – 4 สำนักงานคดีภาษีอากร ร่วมกันดำเนินคดีทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา เพื่อให้สอดคล้องกับอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลภาษีอากรที่เปลี่ยนแปลงไปตามพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวด้วย ส่งผลให้สำนักงานคดีภาษีอากรจะต้องรับโอนสำนวนที่อยู่ในชั้นพิจารณาในชั้นของพนักงานอัยการจากสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร สำนักงานคดีพิเศษ สำนักงานคดีศาลแขวง รวมทั้งสำนักงานอัยการจังหวัดและสำนักงานอัยการคดีศาลแขวงในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม นนทบุรี และปทุมธานีด้วย
แม้พนักงานอัยการ ข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานคดีภาษีอากร จะมีการดำเนินคดีเกี่ยวกับภาษีอากรอยู่แล้วแต่ก็เป็นการดำเนินคดีในคดีแพ่ง เมื่อต้องมีการดำเนินคดีอาญาซึ่งอาจจะมีรายละเอียดแตกต่างจากการดำเนินคดีแพ่ง สำนักงานคดีภาษีอากร จึงได้จัดโครงการเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการและการดำเนินคดีอาญาของสำนักงานคดีภาษีอากร เพื่อให้ความรู้แก่พนักงานอัยการ นิติกร และเจ้าหน้าที่สารบบคดี โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านการดำเนินคดีอาญาภาษีอากร จากสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร สำนักงานคดีพิเศษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บรรยายถ่ายทอดความรู้ การแบ่งกลุ่มอภิปรายและฝึกปฏิบัติในหัวข้อต่างๆ โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ครั้ง ระหว่างวันที่ 10 – 11, 13 – 14 และ 17 – 18 พฤศจิกายน 2568
ทั้งนี้ การดำเนินงานโครงการเตรียมความพร้อมดังกล่าว จะช่วยให้พนักงานอัยการสามารถพิจารณาสั่งคดีได้ถูกต้องอย่างรวดเร็วและทันภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย นิติกร สามารถตรวจรับสำนวนคดีได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถบันทึกข้อมูลในสารบบคดีอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างถูกต้องตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด โดยในการรับโอนสำนวนคดีจากสำนักงานต่างๆ มีส่วนหนึ่งที่เป็นสำนวนคดีที่ค้างมาเป็นระยะเวลานาน สำนักงานคดีภาษีอากร จะได้นำแนวทางการสั่งให้พนักงานสอบสวนส่งพยานมาให้ซักถามมาใช้ในการดำเนินงาน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุดในการลดปริมาณสำนวนคดีค้างอีกด้วย





















