สำนักงานอัยการสูงสุด จัดพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ ทนายความอาสาและทนายความอาสาอาวุโส ประจำปี พ.ศ. 2568
วันนี้ (20 มิถุนายน 2568) เวลา 09.00 น. นางกอร์ปกุล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุด เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการทนายความอาสาและทนายความอาสาอาวุโส ประจำปี พ.ศ. 2568 ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้เข้ารับการอบรม ประกอบด้วย บุคลากรทนายความอาสาและทนายความอาสาอาวุโสของสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายช่วยเหลือทางกฎหมาย 1 – 4 และสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งสิ้นจำนวน 99 คน และถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ให้ทนายความอาสาและทนายความอาสาอาวุโสที่มีความสนใจเข้าร่วมรับฟังพร้อมกันทั่วประเทศ
รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน หรือ สคช. มีภารกิจในการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนหลายประการ อาทิ การให้คำปรึกษากฎหมาย, การจัดทำนิติกรรมสัญญา, การประนอมข้อพิพาท และการให้ความช่วยเหลือทางอรรถคดี ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวสำเร็จลุล่วงก็ด้วยทนายความอาสาและทนายความอาสาอาวุโสทุกท่าน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญช่วยเหลือภารกิจของ สคช. ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัดทั่วประเทศให้สัมฤทธิ์ผลมาโดยตลอด การจัดประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แจ้งและรับฟังปัญหาหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติงานในปี พ.ศ. 2567 รวมทั้ง ความเข้าใจและทราบถึงบทบาทหน้าที่ของทนายความอาสาและทนายความอาสาอาวุโส ในการทำงานเชิงรุกของสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานตามภารกิจในปี พ.ศ. 2568 ให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันระหว่างพนักงานอัยการ เจ้าหน้าที่ ทนายความอาสาและทนายความอาสาอาวุโสทุกท่าน ให้มีความสมัครสมานสามัคคีกันยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เนื่องจากในปัจจุบันอาชญากรรมได้เปลี่ยนรูปแบบไปโดยใช้วิธีการทางเทคโนโลยีในการกระทำความผิด ดังนั้น เพื่อให้กระบวนการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายเท่าทันวิธีการกระทำความผิดดังกล่าว ผู้ปฏิบัติงานจึงต้องมีองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนจึงจัดให้มีการบรรยายเรื่องความผิดทางกฎหมายเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบต่าง ๆ และความรู้ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านนำความรู้ที่ได้ไปใช้คุ้มครองสิทธิทางกฎหมายและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนต่อไป














