สำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมจัดการสัมมนาเกี่ยวกับอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ (ICSANT)

               นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด เป็นประธานในการเปิดสัมมนาระดับชาติเรื่องอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ (National Seminar on the International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism)  ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุด ร่วมกับสหภาพยุโรป (European Union : EU) และสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Office on Drugs and Crime : UNODC) จัดขึ้น โดยมี นางสาวฟรานเชสกา อาราโต หัวหน้าทีมภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ฝ่ายเครื่องมือนโยบายต่างประเทศคณะกรรมาธิการยุโรป คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย นายเบเนดิกต์ ฮอฟฟ์มัน รองผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เข้าร่วมในพิธี ณ ห้อง Learning Studio 1 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

               รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า การสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 25 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อให้ความรู้แก่พนักงานอัยการของไทยเกี่ยวกับการดำเนินการตามอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ (International Convention for the Suppression of Acts of Nuclear Terrorism – ICSANT) ซึ่งประเทศไทยเข้าร่วมเป็นภาคีตั้งแต่ พ.ศ. 2562 โดยอนุสัญญาดังกล่าวถือเป็นกลไกระหว่างประเทศที่สำคัญในกรอบการลดและไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมาตรการและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศเพื่อกำกับดูแล ป้องกัน และปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ ซึ่งครอบคลุมถึงการกระทำผิดต่อชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินโดยใช้วัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ และการก่อวินาศกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และโรงงานหรือยานพาหนะที่มีวัสดุกัมมันตรังสีหรือวัสดุนิวเคลียร์ การสัมมนาในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่พนักงานอัยการไทยจะได้ขยายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนความรู้ แนวปฏิบัติกับหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับและเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงานในด้านการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ พร้อมที่จะรับมือและเตรียมการดำเนินคดีกับเหตุที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายทางนิวเคลียร์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

               รองอัยการสูงสุด ยังกล่าวต่อไปอีกว่า ประเทศไทยได้ออกพระราชบัญญัติพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ  พ.ศ.2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้การครอบครองและการทำให้แพร่กระจายวัสดุนิวเคลียร์หรือวัสดุกัมมันตรังสีเป็นความผิดอันสอดคล้องกับพันธกรณีตามอนุสัญญาฯ ส่วนความผิดฐานก่อการร้ายมีการบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมในประมวลกฎหมายอาญา โดยที่ผ่านมาสำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะผู้ประสานงานกลางตามพระราชบัญญัติความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ. 2535 ได้ร่วมมือกับต่างประเทศในการปราบปรามการกระทำผิด โดยให้ความช่วยเหลือประเทศผู้ร้องขอในการตรวจยึดตัวอย่างวัสดุกัมมันตรังสีซึ่งองค์กรอาชญากรรมนำมาจากชายแดนประเทศเพื่อนบ้านซุกซ่อนไว้ในบ้านเช่าหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อติดต่อจำหน่ายให้แก่นายหน้าของประเทศที่สามและแลกเปลี่ยนกับอาวุธ ทำให้เห็นได้ว่าการลักลอบค้าวัสดุกัมมันตรังสีมีอยู่ในภูมิภาคนี้  ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติและหน่วยงานระหว่างประเทศอื่นในการปราบปรามดำเนินคดีกับการกระทำผิดตามอนุสัญญาฯ รวมทั้งร่วมเป็นเจ้าภาพกับ UNODC จัดประชุมภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้าวัสดุนิวเคลียร์และการก่อการร้าย

               สำหรับการสัมมนาระดับชาติในครั้งนี้ มีพนักงานอัยการจากสำนักงานคดีต่างๆ ของสำนักงานอัยการสูงสุดเข้าร่วมกิจกรรม รวม 40 คน โดยมีวิทยากรจากหน่วยงานระหว่างประเทศ อาทิ UNODC, INTERPOL, สำนักงานอัยการสูงสุดเนเธอร์แลนด์ และสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ประเทศไทย ร่วมถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์