อัยการสูงสุด นิเทศงานขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการและพัฒนาระบบราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปี 2569 ของสำนักงานในส่วนกลางและสำนักงานอัยการภาค 7
วันนี้ (12 พฤศจิกายน 2568) เวลา 08.30 น. นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อัยการสูงสุด เป็นประธานเปิดโครงการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุดและการพัฒนาระบบราชการสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 5 สำหรับข้าราชการฝ่ายอัยการในส่วนกลางและสำนักงานอัยการภาค 7 ซึ่งสำนักยุทธศาสตร์ นโยบาย และแผน สำนักงานเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 12 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
ก่อนเริ่มการประชุมชี้แจง อัยการสูงสุด ได้นำผู้บริหาร ข้าราชการฝ่ายอัยการ และบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 450 คน กล่าวคำถวายอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และร่วมยืนสงบนิ่งเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พร้อมทั้งขอให้ข้าราชการฝ่ายอัยการและบุคลากรสำนักงานอัยการสูงสุดน้อมนำพระราชดำรัสที่ว่า “เราจะมีความสุขแต่ลำพัง โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของคนอีกหลายคนที่แวดล้อมเราอยู่นั้นไม่ได้ ผู้มีเมตตาจิต หวังประโยชน์ส่วนรวม ย่อมรู้จักแบ่งปันความความสุข เพื่อผู้อื่นและพร้อมที่จะช่วยบรรเทาทุกข์ของผู้อื่นตามกำลังและโอกาสเสมอ” มาเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อให้องค์กรอัยการเป็นองค์กรที่เป็นแบบอย่างแห่งความยุติธรรม ในการบังคับใช้กฎหมายด้วยความโปร่งใสเป็นธรรม โดยมุ่งหมายในการช่วยเหลือและรับใช้ประชาชน
อัยการสูงสุด ได้เน้นย้ำถึงการปรับเปลี่ยนกรอบความคิด (Mindset) ในการทำงานของพนักงานอัยการให้แตกต่างไปจากเดิม โดยเฉพาะในการแก้ไขปัญหาสำนวนค้างในคดีอาญาที่มีอยู่ในปัจจุบัน หากคิดว่าแต่ละคดีมีผู้เสียหายแค่ 1 คน กับผู้ต้องหาอีก 1 คน การทำงานที่ล่าช้าของพนักงานอัยการก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนอย่างน้อยก็คดีละ 2 คนแล้ว ถึงเวลาที่พนักงานอัยการต้องเปลี่ยนบทบาท เปลี่ยนแนวคิด เปลี่ยนวิธีการทำงาน แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้สำนวนคดีค้างเป็นศูนย์ ไม่มีสำนวนคดีค้างเลย แต่ก็ต้องทำให้น้อยลง ซึ่งจะส่งผลสะท้อนไปถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอัยการ
สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหาสำนวนค้างในคดีอาญาสามารถทำได้โดยการที่พนักงานอัยการเรียกพยานมาซักถามเองโดยไม่ต้องสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ซึ่งเป็นอำนาจของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 จะทำให้พนักงานอัยการรู้ข้อเท็จจริงในคดีเพราะเป็นผู้ซักถามพยานด้วยตนเอง เมื่อรู้ข้อเท็จจริงแล้วก็สามารถสั่งคดีได้เลย ลดขั้นตอนหรือระยะเวลา ไม่ต้องสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม ทำให้ไม่มีสำนวนค้าง อีกทั้งยังเป็นการฝึกพนักงานอัยการที่บรรจุเข้ารับราชการใหม่ในการว่าความ เพราะสิ่งที่ซักถามพยานคือสิ่งที่จะนำไปใช้ว่าความในศาล และที่สำคัญคือทำให้ประชาชนที่เป็นผู้เสียหายเกิดความพึงพอใจเนื่องจากสามารถสั่งคดีและนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ อัยการสูงสุด ได้กำชับให้อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีต่างๆ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย และอัยการจังหวัด เพิ่มความเข้มข้นในการลงไปกำกับดูแลพนักงานอัยการในสำนักงานให้มากขึ้น การดำเนินคดีอาญาต้องแล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับตั้งแต่ที่ได้รับสำนวนมา โดยในอนาคตอาจจะมีการออกระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดมากำกับ เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรม พ.ศ. 2565 ต่อไป
ด้าน นายรัชต์เทพ ดีประหลาด รองเลขาธิการสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า โครงการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุดและการพัฒนาระบบราชการสำนักงานอัยการสูงสุด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จัดขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริหารและบุคลากรทั้งในสำนักงานส่วนกลางและสำนักงานอัยการทั้ง 9 ภาค ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อนงานตามแผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และนโยบายการบริหารงานของอัยการสูงสุด “ยุติธรรมโปร่งใส ใส่ใจประชาชน เพิ่มประสิทธิผลของงาน บริหารจัดการอย่างยั่งยืน” หรือ “Justice for People” ให้บรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ และสามารถตอบสนองความพึงพอใจของประชาชน เกิดความเชื่อมั่นและศรัทธาต่อการปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายจากทั้งหมด 5 ครั้ง ครบทั้ง 9 ภาคและส่วนกลางเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย






























